หญิงตั้งครรภ์กับการทำงานสัมผัสเสียงดัง

 

เสียงดังมีผลกระทบต่อทารกในครรภ์หรือไม่ และอย่างไรบ้าง?

เสียงดังมีผลกระทบต่อการคลอดบุตรก่อนกำหนดหรือไม่ 

หากหญิงตั้งครรภ์ต้องปฏิบัติงานอยู่ในสภาพแวดล้อม พื้นที่ ที่เสียงดัง

มีวิธีใดบ้างที่จะป้องกันอันตรายแก่ทารกในครรภ์?

       ทารกในครรภ์จะสัมผัสเสียงทั้งภายในและภายนอกครรภ์ เสียงภายในเป็นเสียงที่มาจากตัวแม่เอง แต่เป็นเสียงที่ความถี่ต่ำมากๆและเป็นเสียงผสมกันหลายความถี่คือตั้งแต่ 20-20,000 Hz เสียงจากนอกครรภ์จึงสำคัญกับการได้ยินของทารกค่ะ
เสียงนอกครรภ์จะผ่านผนังหน้าท้อง>>ผนังมดลูก>>น้ำคร่ำ>>fetus head ซึ่งมีช่องทางนำเสียงไปที่กระดูกอ่อนในกระโหลกศีรษะ ปกติแล้วผนังมดลูกจะป้องกันเสียงได้ดีระดับหนึ่งค่ะ โดยจะป้องกันเสียงที่มีความถี่สูง (high frequency noise) แต่สำหรับเสียงที่มีความถี่ต่ำ จะผ่านไปทางน้ำคร่ำไปสู่ศีรษะทารกเลย เสียงที่ไปที่กระโหลกทารกจะไปทำลายเซลขน (hair cell) ในหูชั้นใน ที่cochlea ค่ะ ยิ่งเสียงทีความถี่สูงมาก เซลขนก็ยิ่งถูกทำลายมากค่ะ Hair cell เอาไว้รับเสียงค่ะ เสียงมา เซลขนจะพัดโบก แปลเป็นสัญญาณส่งไปที่ประสาท เซลขนที่ถูกทำลายให้นึกถึงเหมือนต้นหญ้าที่โดนเหยียบบ่อยๆ ถ้าถูกเหยียบทุกวัน หญ้านั้นไม่ฟื้น เหมือนคนที่สัมผัสเสียงดังทุกๆวัน เซลขนไม่ฟื้น เจ้าเซลขนนี้ รับเสียงได้ที่ความถี่ต่างๆกันนะคะ เพราะฉะนั้นการสูญเสียการได้ยินแต่ละคนจึงเสียคนละความถี่ ไม่ใช่ pattern เดียวกันทุกคนค่ะ
มีประเด็นที่น่าสนใจคือ เมื่อแม่ตั้งท้อง Cochlea ของทารก กำลังค่อยๆเจริญไปเรื่อย จนเกือบเทียบเท่าผู้ใหญ่ เมื่ออายุครรภ์ 20-24 wks. (แต่ยังไม่เจริญเต็มที่นะคะ)ช่วงนี้มันจะ sensitive กับปัจจัยที่เป็นตัวทำลายการได้ยิน(ototraumatic factors) มากๆๆค่ะ ฉะนั้นอาจพอตอบข้อ 3 ได้บ้างว่า เมื่อแม่ตั้งท้องได้ 20 wks. ก็ควรจะย้ายงานแม่ไปที่ๆเสียงดังน้อยค่ะ
การศึกษานี้ศึกษาในแม่ที่คลอดที่ Sweden ตั้งแต่ปี 1986-2008 จำนวน 1,422,333 คน แล้วเพิ่งมาตีพิมพ์เมื่อปี 2016 โดยตัดโรคทางหูชั้นนอก ชั้นกลาง ที่มีผลต่อการได้ยินออกไป เอาที่มั่นใจว่าเกี่ยวกับงานจริงๆ
       ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าหากแม่ตั้งท้องสัมผัสเสียงดัง >85 dB จะมีผลต่อการสูญเสียการได้ยินของทารกโดยเฉพาะแม่ตั้งท้องที่มีเวลาพักหูน้อยกว่า 20 วัน โดยแม่ที่เคยสัมผัสเสียงดัง >=85 dB จะเสี่ยงต่อ HL ของลูกมากกว่าแม่อื่นๆที่ได้ยินเสียงน้อยกว่านี้ 1.27 เท่า

เครดิต อาจารย์ ดร. นิสากร กรุงไกรเพชร